แบกเป้บุกเดี่ยวอินโด : ตอนที่ 1 เดินเท้าลุยภูเขาไฟโบรโม่ ไม่ซื้อทัวร์ ไม่เช่ารถ ไม่ขี่ม้า


* เดินทาง 25 มิ.ย. - 6 ก.ค. 2558 นะคะ แต่หมักดองไว้นานข้ามเดือนข้ามปี

ทริปนี้เกิดขึ้นจากความคันที่ปีนี้ยังไม่ได้เที่ยวไกลๆ เลยสักครั้ง คับข้องใจจนเริ่มถามตัวเองว่าแล้วกูจะลาออกมาเหมือนฟรีแลนซ์เพื่ออะไรคะ อีเพื่อนที่ทำงานประจำมันเที่ยวกันจะรอบโลกแล้วนะ จริงๆ ตั้งใจไว้ว่าเร็วๆ นี้อยากมีทริปยุโรปแบบยาวๆ เป็นเดือนสักรอบ แต่ยังหาช่วงเวลาที่ลงตัวไม่ได้สักที เผลอๆ กว่าจะได้ไปก็คงปีหน้า 

งั้นปีนี้หาที่ใกล้ๆ เที่ยวไปก่อนละกัน เอาแบบไม่ต้องขอวีซ่า ขี้เกียจไปเดินเรื่องให้ชีวิตวุ่นวาย อยากให้มันเป็นทริปพักผ่อนแบบชิลล์ๆ ไม่ผจญภัยมาก เออ! ไป ‘บาหลี’ ดีกว่านอนนวด ทำสปา กินอาหารร้านเก๋ๆ เอกเขนกชมวิว กะว่าคงดูสวยและรวยมาก ช่วงเดือนกรกฎาคมเข้าไฮซีซั่นพอดี อากาศเย็นนิดๆ ประมาณฤดูหนาวกรุงเทพฯ ในวันที่หนาวจริงๆ (ซึ่งมีประมาณปีละสองสามวัน) และตอนนี้ค่าเงินอินโดนีเซียก็ถูกแสนถูก แลกที่ร้านซูเปอร์ริช ประตูน้ำ 1000 รูเปีย เท่ากับ 2.6 บาท เที่ยวง่ายๆ สบายกระเป๋า

พอเริ่มหาข้อมูลเที่ยวบาหลี กูเกิ้ลไปกูเกิ้ลมาก็พบว่าภูเขาไฟโบรโม่ (Bromo) สวยมาก น่าไปอ่ะ! แต่มันอยู่ห่างจากบาหลีพอสมควร วิธีเดินทางที่ดูจะลงตัวที่สุดคือ นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงสุราบายา (Surabaya) ซึ่งอยู่โซนเกาะชวาก่อน แล้วค่อยไปเที่ยวบาหลี จากนั้นก็นั่งเครื่องจากบาหลีกลับกรุงเทพฯ

แต่ด้วยความงกลองคำนวณดูแล้วพบว่า ถ้าขาไปนั่งเครื่องไปลงจาการ์ต้าก่อน แล้วค่อยต่อเครื่องอีกไฟลท์ไปสุราบายา ราคารวมๆ จะถูกลง 1,000 บาท แต่ต้องนอนสนามบินจาการ์ต้าหนึ่งคืนนะ เพราะเราจะถึงจาการ์ต้าประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ส่วนเครื่องจากจาการ์ต้าไปสุราบายารอบเร็วสุดคือเจ็ดโมงเช้า ก็ชิลล์ๆ ป่ะแค่นอนสนามบิน ตื่นมาเราก็เดินนวยนาดไปขึ้นเครื่อง



เช็กข้อมูลจากรีวิวเก่าๆ มีคนบอกว่าไฟลท์บินภายในประเทศอินโดนีเซีย อยู่คนละอาคารกับบินระหว่างประเทศและห่างไกลกันพอสมควร ต้องนั่งรถบัสของสนามบินหรือไม่ก็แท็กซี่ แต่พอถึงเวลาเดินทางจริงก็พบว่าข้อมูลนั้นมันไม่อัปเดทแล้ว ล่าสุดที่ฉันไปมา ถ้าบินแอร์เอเชียไม่ว่าจะระหว่างประเทศหรือภายในประเทศผ่านสนามบินจาการ์ต้า ก็จะขึ้นลงที่เทอมินัล 3 อย่างเดียว ถือเป็นบุญของบ่าวมาก เพราะถ้าต้องย้ายเทอมินัลไปมาตอนตีสี่ ตีห้า นี่สุ่มเสี่ยงต่อการหลงมาก 




ที่นอนบริเวณชั้น 1 สนามบินจาการ์ต้า

จุดที่นอนได้คือชั้น 1 (ที่นี่แบ่งเป็น ชั้น D กับ ชั้น 1 ฉะนั้น ชั้น 1 ก็จะเท่ากับชั้น 2) มีคนนอนอยู่ก่อนแล้วเกือบๆ 10 คน มีปลั๊กไฟ ไวไฟฟรี เก้าอี้อย่างดีเบาะนุ่มเรียงรายให้เลือกนอนตามใจชอบ ต่างจากที่เคยอ่านในพันทิปมาโดยสิ้นเชิง รีวิวเก่าๆ บางคนบอกไม่มีที่นอนต้องนอนพื้น เจอแมลงสาบไต่หรือถูกยามไล่ด้วย อันนี้นอนได้สบายอุรา ถ้าหิวชั้นล่างก็มีมินิมาร์ทเล็กๆ เปิดทั้งคืน ซื้อน้ำ มาม่า ขนม กินเล่นได้ประดุจมาปิกนิก 



มีปลั๊กไฟฟรีให้บริการ
ข้อเสียคือเสียงทีวีดังไปหน่อยและหนาวพอสมควรเลยนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นเต้นด้วยแหละ ถึงจะเที่ยวคนเดียวบ่อย แต่ส่วนใหญ่ก็เที่ยวอยู่ในไทย ไม่ก็ไปเมืองที่เจริญแล้วอย่างโตเกียว ปารีส ที่มีรถไฟใต้ดินแทบทุกแลนด์มาร์ก ไม่ต้องใช้ทักษะชีวิตอะไรมาก แต่อินโดนีเซียถ้าไม่ซื้อทัวร์และมาคนเดียวก็ถือว่าบ้าบิ่นพอสมควร เพราะขนส่งมวลชนเขาค่อนข้างแย่และงงพอๆ กับเมืองไทย ไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน ถูกโกงบ้างอะไรบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติของนักท่องเที่ยวไปแล้ว 

ประมาณตีสี่ ฉันเริ่มเห็นคนตื่นและเดินไปหน้าเกตเพื่อรอขึ้นเครื่อง จึงแบกเป้สองใบสะพายหน้าหลังเดินตามคนอื่นไป ที่ปากทางเข้าโซนดิวตี้ฟรีมีเจ้าหน้าที่ผู้ชายผอมๆ หน้าคมเข้มตามสไตล์คนอินโดยืนอยู่หนึ่งคน ฉันรีบส่งยิ้มแฉ่งให้เป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในการเริ่มทริป เจ้าหน้าที่ตีหน้านิ่งขึงขัง พูดสั้นๆ ห้วนๆ ว่า “เช็กอิน” แล้วก็ชี้มือไปที่บันไดเลื่อน ฉันเดินลงบันไดเลื่อนไปก็เจอแต่มินิมาร์ทกับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่เปิด เลยกลับขึ้นมาด้านบนอีกรอบ เจ้าหน้าที่หน้าขึงขังคนเดิมไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม ยังคงบอกมาสั้นๆ แค่ “เช็กอิน” เหมือนเดิม

เอ่อ...รู้แล้วจ้ะว่าต้องเช็กอินก่อน ว่าแต่มันอยู่ตรงไหนล่ะจ๊ะ ฉันเดินขึ้นๆ ลงๆ อยู่ 4-5 รอบ จนเหงื่อเม็ดเป้งเริ่มผุดขึ้นเต็มหน้า ไอ้ร้อนน่ะไม่ร้อนเท่าไหร่หรอก แต่ชักเริ่มเสียวๆ จะตกเครื่อง เดชะบุญ...ตอนที่ใกล้จะหมดความอดทน เจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก็มาทำงานพอดี พอพุ่งตัวเข้าไปถามด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ก็สรุปได้ใจความว่า ต้องเดินออกไปนอกสนามบินก่อน แล้วเข้าทางอีกประตู เนื่องจากจุดที่ฉันยืนเด๋ออยู่ตอนนี้เป็นบริเวณรอขึ้นเครื่องสำหรับคนที่เช็กอินแล้ว สังเกตดูสิจ๊ะ ไม่มีใครมีกระเป๋าสัมภาระเลยสักนิด มีแต่ฉันคนเดียวที่แบกเป้ใบเบ้อเริ่ม ซึ่งที่สามารถมายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ตรงจุดนี้ได้ เพราะเมื่อคืนลงจากเครื่องปุ๊บฉันก็ยังไม่ได้ออกจากที่นี่เลย

เอาล่ะ...อย่ามัวพิรี้พิไร รีบออกไปเช็กอินกันดีกว่า 

คุณพระ! คิวยาวมากกกและมีแต่คนอินโดนีเซียล้วนๆ เพราะเป็นไฟลท์เช้าสุดที่บินภายในประเทศ พอถึงคิวก็พบสิ่งที่ทำให้ต้องอึ้งคือ นี่มันแถวของไลออนแอร์ สึดดดด ดันสีแดงเหมือนแอร์เอเชียแล้วอยู่ติดกัน ต้องวนไปต่อคิวยาวเฟื้อยอีกรอบจ้า ดีนะเผื่อเวลาไว้เยอะ ใจเริ่มตุ้มๆ ต่อมๆ ละ ยังไม่ทันเหยียบสุราบายายังสนุกขนาดนี้ หนทางข้างหน้าจะรื่นเริงขนาดไหน โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย

หลังจากเช็กอินเสร็จ ฉันก็มาหลับปุ๋ยหลุยต่อที่หน้าเกต เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย หลับสบายๆ ได้สักพัก ก็รู้สึกเหมือนมีคนมาพึมพัมภาษาอินโดอยู่ข้างหู ลืมตามาเจอป้าคลุมผ้าฮิญาบคนหนึ่ง หวังดีมาปลุกเราไปขึ้นเครื่องไฟลท์บาหลี ซาบซึ้งมาก...คนอินโดใจดีอ่ะ แต่นี่จะไปสุราบายาไง แล้วก็ฟังภาษาอินโดไม่ออกด้วย ตื่นมาแบบมึนมาก มองป้าด้วยตาปรือขึ้นสุดและตอบไปว่า "ไอแอมไทย" ป้าเขาก็เขินๆ พูดว่า "ซอรี่ๆ" แล้วเดินไปขึ้นเครื่อง ส่วนเราจะนอนต่อก็นอนไม่หลับแล้ว ได้แต่ถ่างตานั่งจ้องนาฬิกาไปเรื่อยๆ รอเวลาขึ้นเครื่อง 

--

ช่วงนี้ชี้แนะ


The Guide to Sleeping in Airports >> http://www.sleepinginairports.net
มีคนทำเว็บรีวิวการนอนตามสนามบินทั่วโลกไว้ ความจริงจังคือเขาจัดอันดับแยกตามทวีปให้ด้วยว่าสนามบินไหนน่านอน / ไม่น่านอน สุวรรณภูมิเป็น 1 ใน 10 สนามบินน่านอนของเอเชียด้วยนะ น่าภูมิใจจริงๆ

เครื่องบินเราใช้บริการแอร์เอเชีย
ขาไป กรุงเทพฯ - จาการ์ต้า เวลา 20.55 - 00.25 น. ราคา 3,860 บาท
ต่อด้วย จาการ์ต้า - สุราบายา เวลา 7.20 - 8.30 น. ราคา 1,485 บาท โหลดกระเป๋าฟรี
ขากลับ เดนปาซาร์ (บาหลี) - กรุงเทพฯ เวลา 8.20 - 11.30 น. ราคา 3,509 บาท
ทั้งหมดเป็นราคาตั๋วช่วงปกติค่ะ ไม่ได้ซื้อตั๋วโปรโมชั่น เพราะเลือกเอาวันที่สะดวกเป็นหลัก 


สำหรับคนที่จะไปทั้งสุราบายาและบาหลี แล้วกำลังลังเลว่าจะบินลงที่ไหนก่อนดี แนะนำว่าให้ลงที่สุราบายาก่อนค่ะ เพราะแถบนี้ค่อนข้างเป็นการเที่ยวแบบลุยๆ กันดารๆ บู๊ให้สมใจอยาก แล้วค่อยไปนวดสปา จิบเบียร์ชิลๆ เอนหลังพักผ่อนในร้านเก๋ที่บาหลี 

สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Instagram