แบกเป้บุกเดี่ยวอินโด : ตอนที่ 2 เดินเท้าลุยภูเขาไฟโบรโม่ ไม่ซื้อทัวร์ ไม่เช่ารถ ไม่ขี่ม้า

นั่งอยู่บนเครื่องบินชั่วโมงเดียว ก้นยังไม่ทันร้อน ฉันก็มาถึงสนามบินสุราบายาโดยสวัสดิภาพ รับกระเป๋าเรียบร้อย ก็เดินดุ่มๆ ออกไปขึ้นรถบัสหน้าสนามบิน ตามที่หาข้อมูลไว้ เดินออกประตูมาปุ๊บเจอเลย รถบัสนี้ชื่อว่า Perum Damri และมีป้ายติดไว้ว่า Bungurasih / Purabaya เป็นชื่อของท่ารถใหญ่ใกล้ๆ เมืองสุราบายา ท่ารถนี้มีผู้โดยสารสัญจรหลักแสนคนต่อวัน อารมณ์ประมาณท่ารถหมอชิตของบ้านเรา ค่ารถบัส 25,000 Rp. (65 บาท) 





นั่งจากสนามบินเพลินๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฉันก็มาถึงท่ารถกว้างขวาง และถูกรถบัสปล่อยลงอย่างเคว้งคว้างแถวหน้าปากทาง ท่ามกลางบรรยากาศเซอร์ๆ งงๆ ต้องเดินระวังนิดนึงไม่งั้นอาจถูกรถบัสสอยได้ มองซ้ายมองขวาไม่รู้จะไปทางไหนดี ชักรู้สึกว่าเริ่มตกเป็นเหยื่อทางสายตาของคนแถวนั้น 


คล้ายๆ ตอนที่ออกมาจากสนามบินแล้วมีคนขับแท็กซี่มารายล้อมมากมาย เหมือนเราเป็นเนื้อสดที่ถูกหย่อนลงบ่อปลาปิรันย่า เลยหลบไปนั่งตั้งหลักในร้านน้ำชาแผงลอยก่อน สั่งชาร้อนมาหนึ่งแก้ว 2,000 Rp. (5 บาท) แล้วก็ถามทางว่าจะขึ้นรถไปเมืองโปรโบลิงโก (Probolinggo) ต้องไปทางไหน พ่อหนุ่มร้านชาก็ชี้ๆ และอธิบายอย่างตั้งใจ แต่พูดทั้งหมดเป็นภาษาอินโด! 



ขณะเดินไปตามทางที่พ่อหนุ่มร้านชาบอก ก็มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลังและพูดว่า “Probolinggo” ซ้ำไปซ้ำมา พอแบกเป้ใหญ่ๆ ท่าทางดูเป็นนักท่องเที่ยว มันคงมีจุดหมายเดียวคือจะไปเมืองโปรโบลิงโก เพื่อต่อรถไปภูเขาไฟโบรโม่แหละ เขาเลยพอเดากันออก เหมือนเวลาฉันเห็นฝรั่งแบกเป้อยู่หน้าสนามบินดอนเมืองแถวบ้าน ก็พอเดาได้ว่าน่าจะไปถนนข้าวสารกันแน่นอน ฉันพยายามก้าวเท้าเร็วๆ หลีกหนีผู้คนด้วยความหวาดระแวงกลัวถูกหลอก จนเดินมาถึงจุดที่มีรถบัสจอดเรียงราย และมีป้ายติดไว้ว่าแต่ละคันไปที่ไหนบ้าง จึงขึ้นไปนั่งเด๋อด๋าและถามย้ำจากคนขับอีกทีว่ารถคันนี้ไปโปรโบลิงโกใช่ไหมจ๊ะ พอได้รับคำยืนยันแน่ชัด ฉันก็จ่ายเงิน 30,000 Rp. (78 บาท) แล้วนั่งทอดหุ่ยรอรถออกอย่างสบายใจ รถสะอาดดีและติดแอร์เย็นสบาย



ระหว่างรอรถออกก็มีชายฉกรรจ์เป็นสิบคน ผลัดกันขึ้นมาขายของเรื่อยๆ ขายตั้งแต่กล้วยกวน สร้อยประคำ อุปกรณ์ครัว ลำไย ส้ม หนังสือ ของเล่น ขนมขบเคี้ยว หมวก มีขึ้นมาเล่นกีต้าร์ร้องเพลงด้วย วิธีขายของพี่แกแม่งโคตรฮาร์ด คือเขาจะเดินตั้งแต่หน้ารถจนถึงท้ายรถ เอาของมาวางบนมือเรา 



ถ้าเราชักมือหนีเขาก็จะวางบนเบาะข้างๆ หรือวางบนตัก แล้วเดินกลับมาอีกรอบ ส่งสายตาบีบเค้นให้เราจ่ายเงิน ถ้าไม่จ่ายเขาก็จะเก็บคืนไป สำคัญคือถ้าจะเมินเฉยต้องเมินให้สุด ฉันดันเผลอถามราคาลำไยลูกจิ๋วๆ ที่มัดมาเป็นพวง งานเข้าจ้า..โดนตื้อไม่หยุด ทำมาช่วยยกกระเป๋านู่นนี่ พอไม่ซื้อดันโกรธอีก โอ๊ย...อัลไล 


หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรตื่นเต้นมาก ระหว่างทางมีคนขึ้นมาขายของกินเล่นบนรถ ฉันชักหิวนิดๆ จึงลองซื้อเต้าหู้ทอดมาหนึ่งห่อ 3,000 Rp. (8 บาท) รสชาติออกเปรี้ยวๆ และแห้งฝืดคอ ต้องกัดพริกแกล้มนิดนึงถึงจะพอกินได้ แต่พอกินพริกก็สำลักความเผ็ดอีก ไม่มีน้ำดื่มด้วย จะทิ้งก็เสียดายเงิน เลยกินเปล่าๆ เปรี้ยวๆ ไปทั้งอย่างงั้นแหละ 

รถแล่นไปแบบเอื่อยๆ เหยีบบ 60 กม./ชม. ประมาณสองชั่วโมงกว่าก็เริ่มเข้าเขตโปรโบลิงโก ความอิ๊บอ๊ายวายวอดคืออุตส่าห์พยายามไม่หลับมาตลอดทาง ดันง่วงสุดๆ ตอนใกล้ถึงจุดหมาย ตื่นมาอีกทีก็เลยจุดต่อรถไปหมู่บ้านเซโมโล ลาวัง (Cemoro Lawang) ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโบรโมไปแล้วซะงั้น คนขับรถบัสเลยพาไปขึ้นมอ'ไซค์รับจ้าง ราคา 100,000 Rp. (260 บาท) ทั้งที่จริงๆ ถ้าไปขึ้นรถเบโมน่าจะประมาณ 20,000-50,000 Rp. เลยลองต่อเหลือ 50,000 Rp. เขาไม่ยอม เอาวะไปก็ได้

ผิดไปหมดอ่ะ เพราะกะไปหาซื้อซิมมือถือกับทัวร์ไปคาวาอีเจี้ยนที่ท่ารถด้วย พอไม่ได้แวะทุกอย่างที่แพลนไว้ก็เป็นอันว่าต้องไปตายเอาดาบหน้า นั่งมาประมาณ 10 นาที เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เอ๊ะ! นี่มันอันตรายมากเลยนะ ซ้อนมอ’ไซค์คนแปลกหน้า ในบ้านเมืองที่เราไม่คุ้นเคย เขาจะพาไปทางไหนก็ไม่รู้ เรายิ่งเบ๊อะๆ บ๊ะๆ ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เลย แต่ขึ้นมาแล้วทำไงได้ ก็พยายามมองป้ายข้างทางหาคำว่า Bromo ไปเรื่อยๆ แล้วก็คิดในแง่ดีว่าเขาน่าจะเป็นคนดีแหละมั้ง 

หนาวจริงๆ นะ นั่งมอ'ไซค์ท่ามกลางอุณหภูมิ 12 องศา

นั่งเป็นสก๊อยสาวสูดฝุ่นอินโดอยู่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมาย นี่คงเป็นการนั่งมอ'ไซค์รับจ้างที่ไกลสุดในชีวิต และเป็นทางขึ้นเขาด้วยไง กระเป๋าก็หนัก หนาวก็หนาว เกร็งจนมดลูกบิดเบี้ยวไปหมด สุดท้ายพี่เขาก็พามาส่งถึงตีนภูโบรโม่อย่างปลอดภัย แต่...คุณพี่สิงห์นักบิดพามาส่งที่เกสต์เฮ้าส์ของคนรู้จักจ้ะ คืนละ 200,000 Rp. ฉันไม่รู้ว่าที่พักแถวนี้ราคามาตรฐานอยู่ที่กี่รูเปีย อยากเดินสำรวจก่อน จึงแกล้งโกหกไปว่ามีที่พักแล้ว เขาก็ยังเซ้าซี้ถามว่าพักที่ไหน ราคาเท่าไหร่ พอไม่ยอมจองจะเดินหาเอง ก็พากันงอนอีก ...นี่มันอัลไล


ช่วงนี้ชี้แนะ

สรุปการเดินทางจากสนามบินสุราบายาไปภูเขาไฟโบรโม่ 
  • ขึ้นรถบัส Perum Damri ไปลงที่ท่ารถ Bungurasih / Purabaya ราคา 25,000 รูเปีย
  • ต่อรถบัสไปเมือง Probolinggo ราคา 30,000 รูเปีย
  • ต่อรถบัสไซส์มินิ (Bemo) ไปลงที่หมู่บ้าน Cemoro Lawang ราคา 35,000 รูเปีย
ใช้เวลาเดินทางรวมๆ แล้วประมาณสี่ชั่วโมง ถ้าไม่ได้จองที่พักมาล่วงหน้า แนะนำว่าให้เดินทางช่วงเช้า จะได้มั่นใจว่ามีรถแน่นอน และไปถึงหมู่บ้านตอนบ่ายๆ ยังพอมีเวลาเดินหาที่พัก

สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Instagram