แบกเป้บุกเดี่ยวอินโด : ตอนที่ 10 ลุยคาวาอีเจี้ยน ทะเลสาบกำมะถัน ด้วยการแชร์ทัวร์กับสาวเมืองผู้ดี

พอเดินเข้ามาใกล้อาณาเขตเหมืองกำมะถัน ทุกคนจะต้องสวมหน้ากากป้องกันกลิ่นแก๊สไข่เน่าที่มีพลังทำลายล้างโพรงจมูกรุนแรงมาก ฉันซื้อหน้ากาก 3M จากโฮมโปรมาหนึ่งอัน ราคา 114 บาท แล้วก็ติดผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมาด้วยหนึ่งผืน เผื่อช่วงที่ลมพัดแรงมากๆ จะได้ใช้ทั้งสองอย่างช่วยกันกรองกลิ่นเหม็น แต่ถึงจะป้องกันแค่ไหน ก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยช่วยอะไรมาก ทั้งเหม็นและแสบตาสุดๆ เพราะเป็นคนตาแห้งระคายเคืองตาง่ายอยู่แล้วด้วย ถ้าใครไม่ได้เตรียมหน้ากากมา สามารถซื้อจากชาวบ้านที่มาเดินเร่ขายได้ราคาประมาณ 100,000-200,000 รูเปียห์ 




ฉันสู้ทนกับการถ่ายรูปบลูไฟเออร์ (Blue Fire) โดยไม่มีขาตั้งกล้องอยู่สักพัก ก็พบว่า...เลิกพยายามเถอะ เหมือนการจุดเทียนกลางสายฝนชัดๆ ถ่ายยากมากอยากร้องไห้ แค่นั่งซึมซับบรรยากาศไว้ด้วยตาตัวเองก็พอแล้ว กำลังดื่มด่ำในความงามเพลินๆ ลมก็พัดวูบมา เล่นเอาต้องก้มลงมุดหนีควันกำมะถันกันจ้าละหวั่น ฉันวุ่นวายอยู่กับตัวเองอยู่พักหนึ่ง ก็เจอกลุ่มของเบ็กกี้ที่น่าจะลงมาถึงก่อนพักใหญ่แล้วและกำลังจะกลับขึ้นไปด้านบนพอดี ส่วนครอบครัวอินโดนีเซียและคุณลุงออสซี่เพิ่งมาถึง ต่างคนต่างแชะๆ รูป สูดกลิ่นแก๊สพิษกันตามอัธยาศัย แล้วไกด์ก็พาพวกเราทั้งแปดคนกลับขึ้นไปด้านบนพร้อมกันตอนฟ้าเริ่มสว่าง ซึ่งทำให้ฉันได้พบว่าทางที่เดินลงไปตอนมืดๆ นั้นมันชันและน่ากลัวมาก ถ้าเห็นก่อนอาจจะไม่กล้าเดินลงไปก็ได้นะ



ใช้เวลาไม่นานพวกเราก็ไต่ขึ้นมาถึงจุดชมวิว มองลงไปเห็นทะเลสาบสีมรกตสดใสที่แสนจะอันตราย เพราะน้ำสีสวยนี้มีปริมาณกรดเข้มข้นมาก ตกลงไปคือเกิดใหม่สถานเดียว ที่ผ่านมาก็เคยมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตมาแล้ว ทางการอินโดนีเซียจึงปักป้ายไว้ว่า ‘ห้ามลงไป’ แต่แน่นอนว่า...ไม่มีใครแคร์ 



ฉันกระหน่ำกดชัตเตอร์รัวๆ อย่างเมามันให้คุ้มกับที่ดั้นด้นมาไกล แต่ยังไม่ทันจุใจ ไกด์ก็รีบเร่งให้เราทำเวลาเดินกลับ ทั้งที่พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นแท้ๆ เบื่อเวลามากับทัวร์เพราะแบบนี้แหละ อยากอยู่รอจนถึงเวลาแสงสวยก็ไม่ได้ เพราะต้องกลับพร้อมคนอื่นๆ ที่มาด้วยกัน

คุณลุงชาวออสซี่และสองพี่น้องอินโดนีเซียที่มาทัวร์กับแม่

ระหว่างทางเดินกลับไปที่ลานจอดรถ  ฉันเดินคุยกับคุณลุงจากออสเตรเลียไปเรื่อยๆ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างมั่วๆ กันไป ลุงเคยมาเมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อน และเพิ่งกลับมาอีกครั้งในปีนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

ลุง : คนไทยโชคดีนะ อยู่ใกล้กัมพูชา เวียดนาม พม่า ลาว ประเทศพวกนี้น่าสนใจทั้งนั้น
ฉัน : หนูเคยไปโฮจิมินห์มาสามวัน ส่วนที่อื่นยังไม่เคยไปเลยค่ะ
ลุง : อืม...ประเทศในอาเซียนเหมือนจะมีอะไรคล้ายๆ กัน แต่จริงๆ ต่างกันมากนะ ลุงเพิ่งกลับจากพม่า ที่นั่นเหมือนเมืองไทยเมื่อ 20 ปีก่อนเลย แล้วที่โฮจิมินห์เป็นไงบ้าง?
ฉัน : มอเตอร์ไซค์เยอะมาก อาหารอร่อยดีค่ะ อร่อยกว่าอาหารอินโดนีเซียเยอะเลย (ตอนนั้นยังไม่ได้ลองอาหารที่บาหลี)
ลุง : ฮ่าๆ อาหารอินโดนีเซียทุกอย่างใส่ถั่วๆๆ เท่าที่ลองมาอาหารในแถบนี้ ลุงชอบอาหารไทยมากที่สุด แต่เที่ยวอินโดนีเซียแล้วรู้สึกว่าถูกกว่าเมืองไทย 
ฉัน : สำหรับหนูมันก็พอๆ กันนะคะ แต่เพราะลุงเป็นฝรั่งเวลาไปเมืองเลยถูกชาร์จทุกอย่างแพงกว่าปกติ 
ลุง : ก็จริงนะ จบทริปนี้เธอจะไปประเทศไหนต่อหรือเปล่า?
ฉัน : คงไม่แล้วล่ะค่ะต้องกลับไปทำงาน
ลุง : นี่ลุงก็ทำแต่งาน ไม่ได้เที่ยวมาเจ็ดปีแล้ว พอมีโอกาสก็เลยพักยาวเที่ยวมาตั้งแต่ต้นปี เดี๋ยวจบจากทริปบาหลีก็กะว่าจะไปติมอร์สักหนึ่งอาทิตย์
ฉัน : ชีวิตดีจังเลยค่ะ หนูขี้เกียจกลับไปทำงานสุดๆ แต่คนไทยส่วนใหญ่ลางานไปเที่ยวนานๆ ไม่ได้หรอกค่ะ
ลุง : บ้าน่าอย่าเพิ่งซีเรียสเรื่องงานมาก เธออายุยังน้อยอยู่เลย ต้องออกไปเห็นโลกเยอะๆ นะ

ลุงคะ...ขอยืมเงินหน่อย ทุกวันนี้จะซื้อโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง หนูยังต้องผ่อน 0% นาน 12 เดือนอยู่เลยค่ะ

ขากลับถ้าใครเริ่มขี้เกียจเดิน ก็มีบริการรถเข็นลงเขาด้วย

ช่วงนี้ชี้แนะ

ทะเลสาบกำมะถัน เหมืองกำมะถัน และเปลวไฟสีน้ำเงิน ของจริงมันสวยงามแปลกตาและน่าทึ่งมาก แต่ด้วยความง่อยในการถ่ายรูปของเรา ประกอบกับความเร่งรีบของไกด์ที่ไม่ยอมปล่อยให้เราอ้อยอิ่งเก็บภาพ เลยถ่ายมาได้น้อยนิดสุดๆ ถ้าอยากเห็นความอลังการลองเข้าไปดูผลงานของช่างภาพต่างประเทศเจ๋งๆ ได้ มีคนถ่ายไว้เพียบ ขอหยิบมาเป็นน้ำจิ้มสักสองคน




สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Instagram