แบกเป้บุกเดี่ยวอินโด : ตอนที่ 4 เดินเท้าลุยภูเขาไฟโบรโม่ ไม่ซื้อทัวร์ ไม่เช่ารถ ไม่ขี่ม้า

หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย ฉันก็ออกไปหาข้าวกิน ถ้าเป็นร้านตามโรงแรมส่วนใหญ่จะราคาจานละเป็นร้อยขึ้นไป ฉันเลยเดินหาร้านอาหารเล็กๆ ของชาวบ้านดีกว่า มื้อนี้ต้องการเมนูหนักท้องหน่อย จึงเลือกเป็นเมนูข้าว วิธีสั่งก็ชี้ๆ เอาโดยมองว่าคำว่า ‘Nasi’ ซึ่งแปลว่า ‘ข้าว’ ฉันหาข้อมูลมานิดหน่อยว่า Nasi Goreng แปลว่าข้าวผัด แต่ไม่อยากกินข้าวผัด เลยชี้มั่วๆ จนได้ข้าวราดแกงมากิน 




ในจานประกอบไปด้วยข้าวเม็ดสั้นๆ กว่าข้าวไทย ความเหนียวอยู่กึ่งกลางระหว่าเสาไห้กับหอมมะลิ แต่แทบไม่มีความหอมเลย กับข้าวสี่อย่างประกอบไปด้วย ไก่ทอด ผัดมาม่า ผัดเต้าหู้ และมันบดทอด รสชาติพอกินได้ไม่ถึงกับอร่อย แต่มันแห้งๆ ไปหมดเลยฝืดคอเล็กน้อย ราคารวมชาร้อนหนึ่งแก้ว 18,000 รูเปีย (47 บาท)

พออิ่มท้องฉันก็ออกไปเดินสำรวจเส้นทางที่จะไปจุดชมวิวเซรูนิพรุ่งนี้เวลาตีสาม เส้นทางเดินเท้าจะเริ่มออกสตาร์ทจากบริเวณใกล้ๆ หน้าโรงแรมเซมารา อินดะห์ (Cemara Indah) ซึ่งมีจุดสังเกตคือรูปปั้นคนขี่ม้าใหญ่ๆ 




ตรงนั้นจะมีทางแยกเป็นสองแฉก ทางหนึ่งเดินไม่กี่ก้าวก็จะถึงอาณาเขตโรงแรม ส่วนอีกทางคือทางเดินไปยังจุดชมวิวเซรูนิ เส้นทางไม่ซับซ้อนอะไรมาก เพราะเป็นถนนเส้นหลักที่ตัดให้รถราวิ่งด้วย เดินตรงไปเรื่อยๆ ไปตามทางถนนลาดยางอย่างเดียวเลย 




ประมาณสิบนาทีก็จะเห็นป้าย Seruni ช่วงแรกจะยังมีบ้านคนประปรายตามรายทาง แต่พอเดินลึกเข้าไปก็จะเริ่มเหลือแต่ภูเขา ต้นไม้ ไร่ของชาวบ้าน และถนนก็ขรุขระไม่เรียบๆ เหมือนช่วงแรก

แหล่งรายได้หลักของหมู่บ้านนี้ นอกจากธุรกิจท่องเที่ยวแล้ว ก็ยังมีบางครอบครัวที่ปลูกพืชไร่อยู่บ้าง สามารถเดินถ่ายรูปบริเวณหมู่บ้านได้เพลินๆ อากาศเย็นสบายสดชื่นและวิวก็สวยดี แต่ต้องระวังถูกเก็บเงินด้วย มีจังหวะหนึ่งเรากำลังใช้กล้องจิ๋วโกโปรถ่ายวิวอยู่ตอนเดินสำรวจเส้นทางไปจุดชมวิว ปรากฏว่ามียายแก่หง่อมคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง ยายตะโกนเป็นภาษาอินโดขึ้นมา เดาว่าคงพูดประมาณ “ถ่ายรูปเหรอ?!” เราก็เหวอๆ เลยพยายามชี้ไม้ชี้มืออธิบาย กลัวเขาไม่พอใจเพราะเข้าใจผิดว่าเราแอบถ่าย แต่จริงๆ เราตั้งใจจะถ่ายเส้นทางเดินเป็นหลัก บังเอิญเขายืนก้มๆ เงยๆ อยู่ตรงนั้นพอดี เลยติดเข้ามาในกล้องด้วย


ภาพแคปมาจากล้องวิดีโอ

ยายเดินตรงเข้ามาหาแล้วส่งยิ้มฟันหลอให้ “Photo O.K. Photo O.K.” เอ..หรือเขาอยากให้ถ่าย ถ่ายสักหน่อยก็ได้วะ กดอัดวิดีโอไปได้สองวินาที ยายตะโกนอีกที อันนี้เสียงดังสุด “Money Money!” ยายคะ...เฟลลลลล เพิ่งเอาแบงค์ย่อยซื้อน้ำไปด้วยไง แบงค์เล็กสุดที่มีคือ 5,000 รูเปีย ก็เลยต้องให้ยายไป คือเงินไม่ได้มากมายหรอก ที่เฟลเพราะไม่ชอบวิธีการหาเงินแบบนี้ แต่นี่ถือเป็นเลเวลเบาะๆ เท่านั้น หนทางข้างหน้าในการเที่ยวประเทศนี้ยังมีการรับน้องอาเซียนอีกหลายระลอกรออยู่

พอเดินต่อไปอีกสักพัก จากทางราบก็เริ่มเป็นทางเดินขึ้นเขา ทำเอามนุษย์หน้าจอคอมที่ชีวิตห่างไกลการออกกำลังกายอย่างฉันหอบอยู่เหมือนกัน เลยหยุดพักสูดหายใจลึกๆ สักหน่อย ระหว่างที่ยืนพักขา ก็มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ สองคนขี่มอ’ไซค์มาโฉบใกล้ๆ แล้วส่งยิ้มให้ และเชิญชวนให้ไปด้วยกัน 




ฉันเพิ่งเสียเงินให้ยายมหาภัยไปหมาดๆ เลยยังไม่ค่อยไว้ใจใครเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเด็กมาแบบเป็นมิตรหรืออยากได้เงิน ฉันไม่อยากเสียความรู้สึกเพิ่มอีก เลยปฏิเสธไปและก้มหน้าก้มตาเดินต่อเพียงลำพัง จนมาถึงจุดพักแห่งหนึ่งที่เห็นโบรโม่ได้อย่างชัดแจ่ม ก็เจอเด็กผู้หญิงสองคนเดิม กับคู่รักวัยรุ่น 2-3 คู่ ซึ่งดูเหมือนเป็นคนท้องถิ่นที่ขี่มอ’ไซค์ขึ้นมาจู๋จี๋กัน และกำลังจะกลับกันพอดีเพราะใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกแล้ว



ทางเดินต่อจากนี้เป็นขั้นบันไดลัดเลาะไปตามภูเขา และเป็นทางเดินขึ้นๆๆ อย่างเดียวเลย คิดว่าตรงนั้นแหละคือทางเดินขึ้นไปจุดชมวิวเซรูนิไม่ผิดแน่ แต่วันนี้เริ่มเหนื่อยแล้วและถ้าไปต่อก็อาจจะกลับถึงหมู่บ้านไม่ทันก่อนฟ้ามืด เลยตัดสินใจว่ากลับดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกตอนมีเพื่อนร่วมทาง ขณะที่เราหันหลังกลับ เด็กสองคนที่ขี่มอ’ไซค์ก็ยังตามมาอยู่เหมือนเดิม ฉันเลยตัดสินใจเสี่ยงดู ต้องจ่ายเงินก็ไม่เห็นเป็นไร คิดเสียว่าขึ้นมอ’ไซค์รับจ้างก็แล้วกัน แค่อย่าพาตูไปฆ่าไปแกงก็พอ 




ระหว่างที่ซ้อนมอ’ไซค์ลงเขา ก็ชวนเด็กคุยไปเรื่อย ทั้งสองคนอายุสิบเอ็ด ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว เผลอๆ น่าจะดีกว่าฉันอีก ฉันให้น้องสอนภาษาอินโดง่ายๆ อย่างคำว่า สวัสดี ขอบคุณ ลาก่อน ไปด้วย เราสามคนกินลมชมวิวร่วมกันสักพักจนใกล้ถึงตัวหมู่บ้าน เด็กคนที่ขี่มอ’ไซค์ก็จอดแล้ววิ่งเข้าซอยเล็กๆ หายวับไปเฉยเลย คิดว่าคงถึงบ้านเขาพอดี เด็กอีกคนตัวเล็กกว่าและขี่มอ’ไซค์ไม่คล่องเท่าคนแรกจึงผลัดมาขับแทน มีส่ายบ้างโงนเงนบ้างให้พอเสียวไส้ แต่สุดท้ายก็ถึงหมู่บ้านอย่างปลอดภัยและไม่ถูกเก็บเงินหรือพาไปทำมิดีมิร้าย เขาคงเป็นเด็กที่อยากฝึกภาษาอังกฤษมั้ง เลยมาตีสนิทกับนักท่องเที่ยว

เที่ยวเองแบบนี้ก็สนุกดี เจอคนมีน้ำใจกับคนหลอกเอาเงินสลับกันไปเรื่อยๆ 

พอกลับมาถึงตัวหมู่บ้าน ฉันอยากใช้อินเทอร์เน็ตส่งข้อความหาที่บ้านและแฟนสักหน่อย จึงไปสั่งชาร้อนที่โรงแรมเซมารา อินดะห์ แก้วละ 17,600 รูเปีย (46 บาท) ชาแบบนี้ถ้าสั่งตามร้านชาวบ้านก็ประมาณ 3,000-5,000 รูเปียเท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไรได้รหัสไวไฟมาใช้ก็ถือว่าคุ้มค่า พอติดต่อคนที่เมืองไทยเสร็จ ฉันก็กะจะนั่งทอดอารมณ์สุข เศร้า เหงา ซึ้ง เขียนไดอารี่พลางนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินไปด้วย เลยเลือกนั่งโต๊ะด้านนอกร้านอาหาร 

หย่อนก้นยังไม่ถึงเก้าอี้ดี ก็มีคนขายของมาล้อมหน้าล้อมหลังเต็มไปหมด ตั้งใจทำมาหากินกันดีจริงๆ “Hello Hello Where are you from?” กันตลอดเวลา ตื๊อไม่เลิกด้วยนะ ไม่ปล่อยให้ฉันผู้มาจากแดนไกลได้มีช่องว่างได้ชื่นชมกับภาพความประทับใจตรงหน้าเลย สุดท้ายฉันจึงยอมแพ้ ปิดไดอารี่และนั่งคุยกับคนขายของแทน ยิ่งคุยนานราคาของก็ยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ เช่น หมวกไหมพรมที่มีคำว่า Bromo จาก 50,000 รูเปีย ก็เหลือ 20,000 รูเปีย ผ้าปิดปากจาก 30,000 รูเปีย เหลือ 10,000 รูเปีย ฉันเลยซื้อผ้าปิดปากมาหนึ่งอัน คิดเป็นเงินไทยก็ 26 บาท 

ถือเสียว่าจ่ายเป็นค่าเพื่อนคุยในเย็นวันเหงาๆ ที่วิวตรงหน้าสวยจับใจแต่ไม่มีคนรู้ใจอยู่ข้างๆ

สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

2 ความคิดเห็น:

  1. ชอบมากเลยยย ตามอ่านอยู่ค่ะ
    ตั้งใจว่าจะไปคนเดียวเหมือนกัน :)

    ตอบลบ
  2. เย้! ดีใจที่ชอบนะคะ เที่ยวให้สนุกน้า~

    ตอบลบ

Instagram