แบกเป้บุกเดี่ยวอินโด : ตอนที่ 7 เดินเท้าลุยภูเขาไฟโบรโม่ ไม่ซื้อทัวร์ ไม่เช่ารถ ไม่ขี่ม้า


พอตัดสินใจแล้วว่าจะค้างที่หมู่บ้านนี้อีกคืน ฉันก็ใช้ชีวิตเรื่อยๆ มาเรียงๆ แบบไม่รีบร้อน เดินลงมาถึงตีนเขาเห็นรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวขับมาบริการถึงที่ เลยลองสั่งบะก์โซมารัง (Bakso Malang) มากินหนึ่งชามราคา 100 รูเปียห์ (26 บาท) ไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่ก็อุ่นๆ ท้องแก้หนาวได้ดีทีเดียว ในชามประกอบไปด้วยเส้นแข็งๆ เหมือนยังไม่ผ่านการลวก เต้าหู้รสชาติออกเปรี้ยว แผ่นเกี๊ยวทอด และลูกชิ้นที่มีส่วนผสมของแป้งราว 90% 



กินเสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับหมู่บ้านทางเดิม ช่วงสายไม่มีหมอกหนาทึบเหมือนตอนขามาแล้ว เลยได้เดินชมวิวถ่ายรูปเล่นไปด้วยอย่างสบายอารมณ์ กว่าจะกลับถึงที่พักก็ปาเข้าไปสิบเอ็ดโมงแล้ว ทีแรกฉันตั้งใจว่าจะลองหาที่พักใหม่ แต่เหนื่อยเกินกว่าจะย้ายของแล้วล่ะ ที่นี่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมายอยู่อีกสักคืนก็แล้วกัน หลังจากอาบน้ำชำระฝุ่นออกจากร่างเสร็จ ฉันก็คลานขึ้นเตียงและซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนา งีบหลับเอาแรงสักหน่อย ก่อนออกไปเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้านซึ่งไม่มีกิจกรรมเพื่อความบันเทิงใดๆ ทั้งสิ้น


ฉันเริ่มจากเดินหาจุดที่จะขึ้นรถเบโม่กลับเข้าเมืองโปรโบลิงโกพรุ่งนี้เช้า แต่ก็หาไม่เจอเพราะไม่มีรถมินิบัสสีเขียวๆ จอดอยู่เลยสักคัน ยิ่งไปกว่านั้นคือในตัวเมืองแทบไม่มีนักท่องเที่ยวหลงเหลืออยู่เลย โชคดีที่ได้เจอกับ ‘อารีฟ’ ไกด์ชาวอินโดนีเซียที่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างดี เขาบอกว่าพรุ่งนี้เช้ารถเบโม่จะมาจอดรับคนแถวๆ ปากทางที่จะออกจากหมู่บ้าน ให้มารอประมาณ 8-9 โมงเช้า รถไม่มีกำหนดออกที่แน่นอน คนเต็มรถเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น แต่ถ้าฉันอยากไปสนามบินสุราบายาเพื่อต่อเครื่องไปบาหลี เขายินดีที่จะให้ฉันติดรถไปด้วยฟรี เพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปส่งลูกทัวร์คนไทยเก้าคนที่สนามบินอยู่แล้ว ฉันยิ้มขอบคุณและปฏิเสธไป เนื่องจากอยากลองหาทัวร์ไปคาวาอีเจี้ยนดูก่อนที่ท่ารถเมืองโปรโบลิงโก ถ้าหาไม่ได้จริงๆ หรือแพงเว่อร์เกินไปค่อยหนีไปบาหลีตอนนั้นก็ยังทัน


หลังจากแยกกับอารีฟฉันก็เดินสำรวจหมู่บ้านต่อ และสังเกตเห็นป้ายสีเหลืองมีลูกศรสีแดงและคนทำท่าวิ่ง บนป้ายมีตัวหนังสือภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษกำกับไว้ แต่ส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษดูขาดๆ หายๆ ฉันเดาว่ามันอาจจะเป็นทางเดินเล่น หรือจุดชมวิวอะไรสักอย่าง เลยลองเดินตามป้ายที่มีอยู่รอบหมู่บ้านไปเรื่อยๆ เดินไกลเป็นกิโลก็ยังไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ สักพักเริ่มเป็นทางออกไปสู่ถนนใหญ่ จึงเริ่มเอะใจลองอ่านป้ายที่ตัวหนังสือมันครบถ้วน ‘Evacuation Route’ โง่ภาษาอังกฤษขั้นเทพแปลไม่ออกอีก ต้องเปิดดิกชันนารี่ในมือถือ แปลว่า...ทางอพยพ เพราะจริงๆ โบรโม่เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิทไง เลยมีควันสวยๆ พวยพุ่งออกมาให้ถ่ายรูป แต่ถ้าวันดีคืนดีเกิดปะทุขึ้นมา ก็เจอกันที่ Evacuation Route จ้า



ระหว่างที่เดินถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย ก็มีคุณลุงคนหนึ่งมาอาสาจะพาขี่มอเตอร์ไซค์ไปน้ำตก ไป-กลับ 200,000 รูเปียห์ (520 บาท) แต่ฉันยังเหนื่อยกับการเดินมาราธอนในช่วงเช้าอยู่มากโขเลยไม่เอาดีกว่า อีกอย่างคือกลัวโดนหลอกด้วย ทีแรกคิดว่าถ้าเบื่อๆ กับการเดินเล่น เดี๋ยวคงกลับห้องไปนอนต่อ ไม่ก็หาที่นั่งจิบชาร้อนสักแก้ว แต่เดินไปเดินมามันก็เพลินกว่าที่คิดนะ บรรยากาศคล้ายๆ ชุมชนนอกเมืองปาย ยังมีความเป็นชนบทอยู่มาก และอากาศดีสุดๆ มองไปทางไหนก็เห็นภูเขาโอบล้อมรอบทิศ แสนจะสบายตาสบายใจ เพลินจนรู้ตัวอีกทีพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว 



คืนนี้ฉันตั้งใจว่าจะไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารของโรงแรมเซมาราอินดะห์ เพราะแอบไปยืนใช้ไวไฟฟรีที่หน้าโรงแรมเขาอยู่หลายรอบ ควรจะจ่ายคืนตอบแทนโรงแรมบ้าง 



ฉันเลือกสั่งเนื้อตุ๋น ข้าวสวย และชาร้อนหนึ่งแก้ว รสชาติไม่แย่หอมเครื่องเทศดี แต่จืดไปหน่อยยังไม่ค่อยกลมกล่อม มื้อนี้โดนไป 48,400 รูเปียห์ (126 บาท) เวลาใช้จ่ายเงินในประเทศนี้ถ้ามีเศษไม่กี่ร้อยรูเปียห์ ส่วนใหญ่เขาก็จะปัดเศษไปเลยเป็นเรื่องปกติ แม้แต่ศูนย์อาหารในห้างก็ยังมีป้ายติดไว้ว่า ‘ไม่มีเงินทอนที่เป็นเหรียญนะจ๊ะ’ ซึ่งฉันก็ไม่ได้ติดใจอะไรหรอก เพราะเงินมันน้อยนิดมากแค่ 1-2 บาทเท่านั้นเอง แต่แอบสงสัยนิดๆ ว่าเวลาทำบัญชีแล้วยอดเงินในบิลมันไม่ตรงกับจำนวนเงินสด คงจะมึนๆ งงๆ ดีพิลึก


คืนนั้นฉันหลับสนิทด้วยความเหนื่อย โดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมบางอย่างกำลังรอคอยอยู่ในวันรุ่งขึ้น

สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Instagram