แบกเป้บุกเดี่ยวอินโด ตอนที่ 13 : ชิลล์ๆ ชิคๆ ที่บาหลี อูบุดจ๋า...ฉันมาแล้วจ้ะ

ฉันนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กินลมชมฝุ่นบาหลีอยู่ราวๆ หนึ่งชั่วโมง รถก็มาส่งถึงหน้าปากทาง The Style Ubud โฮสเทลที่จองไว้ 




ฉันยังไม่แน่ใจว่าจะทิ้งตัวอยู่เมืองอูบุดกี่วันและจะพักที่นี่กี่คืน จึงจ่ายเงินแค่ 100,000 Rp. (ประมาณ 260 บาท) สำหรับคืนแรกไปก่อน เมื่อเงินรูเปียห์ปลิวจากกระเป๋าสตางค์เรียบร้อย พนักงานสาวตัวเล็กๆ ท่าทางเป็นมิตร ก็เดินนำไปที่ชั้นสามซึ่งเป็นห้องนอนรวมชายหญิง และพาไปส่งที่เตียงสองชั้นติดหน้าต่าง โดยให้ฉันนอนเตียงล่าง




ตอนที่จองผ่านเว็บ Booking.com ข้อมูลในนั้นบอกว่าเป็นห้อง 10 คน แต่พอมาถึงจริงๆ มีตั้ง 20 กว่าเตียง ถือว่าแออัดพอสมควร และห้องน้ำเหม็นบรรลัยมาก แถมเวลามีคนใช้น้ำเครื่องปั๊มจะคำรามเสียงกระหึ่ม ปลุกให้ตื่นกันทั้งห้อง ฉันจึงมักจะเดินลงไปใช้ห้องน้ำหญิงล้วนที่อยู่ชั้นสองแทน สะอาดกว่ากันเยอะและไม่รบกวนคนอื่นด้วย

ข้อดีของที่นี่คือพนักงานเป็นมิตร เตียงสะอาด ทำเลอยู่ใจกลางเมือง ตั้งอยู่บนถนนหนุมาน (Jl.Hanoman) ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านอาหารและร้านขายของกิ๊บเก๋ แล้วก็อยู่ไม่ไกลจากถนนราชาอูบุด (Jl.Raya Ubud) ถนนท่องเที่ยวสายหลักของเมืองด้วย เดินสักห้านาทีก็ถึงแล้ว เหมาะกับคนที่ไม่ได้เช่ารถ และอินเทอร์เน็ตแรงมาก จนฉันแทบไม่เห็นเจฟหนุ่มอเมริกันกล้ามแน่นที่อยู่เตียงติดกันออกไปไหนเลย กลับมาถึงห้องทีไรก็เห็นเขาเปิดโน้ตบุ๊กนอนเล่นเน็ตทั้งวันทั้งคืน 



ความดีงามคือฉันได้ครอบครองชั้นล่างของเตียงติดหน้าต่าง มองออกไปเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้า รอบๆ เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน มีต้นไม้แซมตกแต่งอย่างลงตัว ตื่นมาปุ๊บก็ได้ยินเสียงไก่ขัน เห็นควันจากการก่อฟืนทำอาหารลอยมาจางๆ ถึงภาพตรงหน้าจะไม่ได้สวยจับใจ แต่มันก็ทำให้รู้สึกใกล้ชิดเมืองนี้มากขึ้น เหมือนได้รับของขวัญพิเศษจากการได้แอบมองวิถีชีวิตของชาวบ้านจากมุมสูง ฉันจึงตัดสินใจพักที่นี่ตลอดหกคืนที่ค้างในอูบุด ถึงแม้ห้องน้ำของห้องพักรวมชาย-หญิงจะเหม็นมากก็ตาม



พอเก็บข้าวของเรียบร้อยก็ได้เวลาออกไปเดินสำรวจเมือง อากาศดี๊ดีน่าปลาบปลื้ม อุณหภูมิประมาณ 20 กว่าองศา เย็นๆ สบายผิวแบบนี้เดินเที่ยวได้ทั้งวัน แต่บรรยากาศวุ่นวายพอสมควร รถราเยอะและนักท่องเที่ยวพลุกพล่านมาก เพราะช่วงเดือนกรกฎาคมกำลังเข้าไฮซีซั่นพอดี 

ทางเข้าร้านนวด Bundiubud Message 
ฉันวางแผนวันแรกในอูบุดคร่าวๆ ไว้ว่า เดี๋ยวหาร้านนวด ออกไปกินข้าวเย็น หาเหล้ากิน และดูดชิชาหน่อยละกัน เดินเตร็ดเตร่อยู่บนถนนเส้นเดียวกับโฮสเทลได้พักหนึ่ง ก็เจอร้าน Bundiubud Message ติดป้ายไว้ว่านวดตัวชั่วโมงละ 50,000 Rp. (130 บาท) โคตรถูก! เอาร้านนี้แหละ พอเข้าไปด้านในก็เห็นว่าบริเวณรอบๆ กำลังก่อสร้าง แต่มีห้องนวดเล็กๆ ที่มีไว้สำหรับนวดจริงๆ ไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมายแยกตัวออกมา คุณป้าท่าทางใจดีคนหนึ่งเพิ่งนวดให้ฝรั่งสาวเสร็จพอดีเดินออกมาต้อนรับ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เขาพูดอะไรมาเราก็ตอบโอเคๆ ไป 




พอเข้าไปในห้องนวดปุ๊บ อ้าว...เฟรี่ยยย คุณป้าส่งลุงหนวดมานวดแทนจ้า แล้วให้ถอดหมดด้วยนะ ยกทรงก็ถอดเหลือแต่กางเกงในจ้า เพราะมันเป็นนวดน้ำมันแบบต้องรูดนิ้วไปตามผิว คุณลุงนวดโอเคเลยนะ น้ำหนักมือถูกใจ และไม่ได้มีท่าทีที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย แต่การแก้ผ้าอยู่ในห้องเล็กๆ ปิดมิดชิด แล้วมีลุงแปลกหน้าเอาน้ำมันมาลูบตัวเราไปมาก็หวิวๆ เหมือนกันนะ 

หลังจากนวดเสร็จอย่างปลอดภัยไร้การถูกล่วงละเมิด ฉันก็ออกมาจ่ายเงินกับป้ามหาภัย ชีมีการหลบตาเล็กน้อยเหมือนรู้สึกผิด ...ใช่ค่ะ ถูกต้องแล้ว ป้าควรจะรู้สึกผิด นี่หนูถูกมือชายแก่แปลกหน้ารูดไปทั้งตัวแทบจะถึงขาหนีบเลยนะคะ แต่เอาจริงๆ มือลุงเขานิ่มนวลชวนฝันมากเลยนะ คงเพราะได้รับการบำรุงจากน้ำมันนวดตลอดเวลา



จบภารกิจนวด ต่อไปก็เป็นภารกิจกิน ฉันเดินหาร้านไปเรื่อยเปื่อยบนถนนหนุมาน (Jl.Hanoman) แล้วก็มาเจอกับร้าน SANAK Masakan Padang แอบชะโงกเข้าไปดูผ่านๆ รู้สึกว่าหน้าตาอาหารไม่ดึงดูดใจเท่าไหร่ ร้านก็ดูอึมครึมยังไงชอบกล แต่ลูกค้านั่งโซ้ยกันเพียบทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น แถมยังมีคนขี่มอเตอร์ไซค์มาสั่งกลับบ้านอย่างไม่ขาดสาย อย่างนี้ต้องลองแล้วล่ะ

ร้านนี้ขายอาหารปาดัง เป็นอาหารประจำถิ่นของ ’ปาดัง‘เมืองใหญ่ที่สุดในเกาะสุมาตราตะวันตก อาหารจะออกแนวคล้ายๆ ข้าวแกงปักษ์ใต้ของบ้านเรา มีเมนูชูโรงเป็นแกงขมิ้นใส่กระทิหอมเครื่องเทศรสร้อนแรง ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารได้เป็นอย่างดี ร้านอาหารปาดังมีอยู่ทั่วไปในอินโดนีเซีย หากินง่ายเหมือนผัดกะเพราในเมืองไทย จุดสังเกตคือป้ายมาสักกันปาดัง (Masakan Padang) และตู้กระจกใบใหญ่ที่โชว์กับข้าวเรียงราวหลายสิบชนิดใส่จานก้นลึกวางซ้อนกันอวดโฉมยั่วน้ำลาย มีเนื้อสัตว์ให้เลือกหลากหลายชนิดทั้งปลา กุ้ง ไก่ เนื้อวัว แต่ไม่มีหมูเพราะชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่เป็นมุสลิม




ฉันเดินไปชี้ๆ กับข้าวมาสองอย่างคือกุ้งผัดพริก (Udang Balado) กับแกงเนื้อ (Rendang) ตักเข้าปากคำแรกต่อมรับรสบนลิ้นก็เริงร่าทันที อร่อยมาก! จานนี้แพงหน่อย 28,000 Rp. (70 กว่าบาท) เพราะจัดเต็มสั่งมาแต่ของแพงๆ 




วันถัดมาฉันติดใจกลับมากินอีกรอบ คราวนี้สั่งน่องสะโพกไก่ทอด (Ayam goreng) กับผักต้มสองอย่าง เขาแถมน้ำพริกและราดน้ำแกงเผ็ดให้ด้วย ราคา 16,000 Rp. (ประมาณ 41 บาท) เท่านั้น ถ้าใครมาเที่ยวอูบุดและอยากหาร้านอร่อย ราคาประหยัด แนะนำเลยว่าไม่ควรพลาด แต่วงเล็บว่าต้องกินเผ็ดได้และเป็นคออาหารปักษ์ใต้ประมาณหนึ่งนะ ไม่งั้นอาจจะไม่ปลื้มเท่าไหร่

คืนแรกในอูบุด ฉันรู้สึกเปลี่ยวๆ นิดหน่อย เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่คนมาเป็นแก๊ง เป็นครอบครัว และแน่นอนค่ะว่าเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความโรแมนติกแบบนี้ย่อมมีคู่รักยุบยับเต็มไปหมด จริงๆ ฉันก็มีแฟนนะโว้ย แต่มันติดงานอยู่กรุงเทพฯ เอาเถอะ...มาถึงจุดนี้แล้ว จะมามัวนั่งเหงาหรือพร่ำเพ้อคิดถึงผู้ชายก็ใช่เรื่อง ออกไปตระเวนราตรีดีกว่า
หน้าร้าน Bunute Cafe
เพื่อไม่ให้เสียชื่อศิษย์เก่าสามย่านที่กินเหล้าไม่เคยหวั่นแม้วันก่อนสอบในสมัยเรียนมหา’ลัย คืนนี้ฉันจึงจัดไปสองร้าน ร้านแรกอุ่นเครื่องด้วยการนั่งจิบค็อกเทลโปรโมชั่น 1 ฟรี 1 ที่ Bunute Cafe บนถนนเทวีสีดา (Jl.Dewi Sita) เป็นร้านนั่งชิลล์มีเสียงกีต้าร์อะคูสติกคลอเบาๆ เน้นขายอาหารและบรรยากาศสบายๆ ไม่เฟี้ยวฟ้าวจนเกินงามสามารถพาเด็กมาได้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นฝรั่งวัยกลางคนมากันเป็นกลุ่ม หรือมากับลูกหลาน ร้านเปิดตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าทุ่มครึ่ง 



ฉันจ่ายไป 110,000 Rp. ได้ค็อกเทลมาสองแก้ว รสชาติเข้มข้นใช้ได้ เหล้าไม่แรงมาก และสั่งกล้วยชุบแป้งทอด (Pisang Goreng) มากินแกล้ม พลางนั่งใช้ไวไฟของร้านแพลนทริปวันพรุ่งนี้ไปด้วย 




แพลนทริปเสร็จ ค็อกเทลก็หมดสองแก้วพอดี ได้เวลาไปต่อที่ XL Shisha Lounge บนถนนมังกี้ฟอร์เรสต์ (Jl.Monkey Forest) อยู่ห่างจากร้านแรกไม่ถึง 200 เมตร ร้านนี้อยู่ติดกับสนามฟุตบอล บรรยากาศนัวๆ มีดนตรีสดที่คึกคักกว่าร้านแรก สามารถลุกขึ้นเต้นได้เบาๆ ฉันสั่งชิชามาหนึ่งเตากับเบียร์ Bintang หนึ่งขวดเล็ก ชิชาเตาละ 110,000 Rp. เติมถ่านได้หลายรอบ แต่ห่วยมาก...ดูดไม่ขึ้นเลย ควันน้อยจนน่าประหลาดใจ พยายามดูดจนเหนื่อยหมดแรง นี่คือชิชาจริงๆ ใช่ไหม หรือแค่เอาถ่านหุงข้าวบ๊องๆ มาหลอกกัน เฟล... กลับที่พักดีกว่า ขากลับก็ไม่ไกลมาก แค่ 600 เมตรก็ถึงโฮลเทลแล้ว แต่เมืองตอนกลางคืนเงียบสงบผิดคาด ประมาณ 3-4 ทุ่ม ร้านรวงก็ทยอยปิดกันเกือบหมดแล้ว 


พรุ่งนี้ฉันตั้งใจว่าจะเที่ยวรอบๆ ที่พักในระยะที่เดินถึงก่อน แล้วก็สำรวจลู่ทางด้วยว่าวันต่อๆ ไปจะออกไปเที่ยวนอกเมืองได้ยังไงบ้าง เจออะไรน่าสนุกค่อยว่ากันอีกที 

สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Instagram