ชั่วโมง ‘ต้องกิน’ อิ่มพุงกางที่ตลาดนางเลิ้ง


ตลาดนางเลิ้งเป็นตลาดบกแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในวันที่ 29 มีนาคม 2559 ก็จะมีอายุครบ 116 ปีพอดิบพอดี ทุกวันนี้พื้นที่ตลาดอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตลาดเก่าแก่แห่งนี้มีของกินขึ้นชื่อมากมาย หลายร้านยังคงปรุงแบบโบราณด้วยสูตรประจำตระกูลที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของตลาดจะอยู่ราวๆ 10.30 - 14.00 น. ถ้ามาเร็วกว่านี้บางร้านอาจยังไม่เปิด และถ้ามาช้ากว่านี้บางร้านก็อาจขายหมด เก็บของกลับบ้านไปแล้วค่ะ 

ก่อนที่จะไปตะลุยกินกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ขอแนะนำให้มาไหว้ ‘ศาลเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์’ (เสด็จเตี่ย) ที่ตั้งอยู่ใจกลางตลาดกันก่อนค่ะ ศาลเสด็จเตี่ยมีลักษณะคล้ายศาลเจ้าจีน และเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงคนในชุมชนนางเลิ้งมายาวนาน 



ไหว้ศาลเสด็จเตี่ยเรียบร้อยแล้ว มื้อเช้าเราก็เปิดประเดิมร้านแรกกันที่ ‘รุ่งเรือง’ บะหมี่เกี๊ยวนางเลิ้ง ซึ่งพอเข้าไปนั่งปุ๊บก็เห็นรางวัลการันตีติดอยู่เต็มผนัง แถมยังเคยมีรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่นมาถ่ายทำด้วย ปกติเวลามากินร้านดังจะไม่ค่อยคาดหวังกับปริมาณเท่าไหร่ค่ะ รู้ๆ กันอยู่ว่าร้านดังชอบให้น้อย สั่งบะหมี่หยกแห้งเป็ด (40 บาท) มาหนึ่งชาม 



ตู้มมม! ให้เส้นเยอะมากจนเกือบกินไม่หมด เป็ดรสชาติดีค่ะ หนังกรอบเนื้อในยังไม่แห้งเกิน เลือดหอมนุ่มไม่คาด เส้นลวกมากำลังดีไม่แข็งหรือเละเกินไป รสชาติรวมๆ ไม่ถึงกับตื่นเต้นมาก แต่ก็ได้มาตรฐาน น้ำซุปหวานใช้ได้ ไม่ฟรีนะคะ ชามละ 3 บาท นอกจากเมนูเป็ดย่างแล้วก็มีบะหมี่เกี๊ยว ปู หมูแดง หมูกรอบ เป็ดพะโล้ด้วย ไว้มีโอกาสจะกลับมาชิม 

ใกล้ๆ กับรุ่งเรืองมีอีกร้านชื่อ ส.รุ่งโรจน์ ขายอาหารแนวเดียวกัน ร้านนี้ไม่ได้ชิมค่ะ แต่เท่าที่ถามๆ มาบางคนก็ชอบรุ่งเรืองมากกว่า บางคนก็ชอบรุ่งโรจน์มากกว่า ลิ้นใครลิ้นมันเราคงไปตัดสินแทนไม่ได้เนอะ เสร็จจากมื้อเช้าเราก็ไปรวมพลที่วัดสุนทรธรรมทาน หรือ วัดแคนางเลิ้ง เพื่อเริ่มต้นทริปกับ Trawell Thailand ตามไปอ่านแบบเต็มๆ ได้ที่ เดินเที่ยวตามรอยอดีตที่ยังคงขับขาน ณ ย่านนางเลิ้ง 

หลังจากเที่ยวช่วงเช้าเสร็จก็ได้เวลามื้อกลางวันที่รอคอย แต่ละคนในทริปต่างกระจายตัวไปตามร้านต่างๆ ในละแวกตลาด ส่วนฉันติดสอยห้อยตามพี่นาซึ่งทำงานอยู่ใกล้ๆ ตลาดนางเลิ้ง ไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อแสนอร่อยที่ร้าน ‘เนื้อตุ๋นนางเลิ้ง’ ร้านนี้อยู่ลึกสุดซอยเลยค่ะ ถ้าไม่ได้มากับเจ้าถิ่นคงหาไม่เจอแน่นอน ฉันสั่งเส้นใหญ่ทุกอย่าง (45 บาท) 





เนื้อในชามประกอบด้วยลูกชิ้น เนื้อสด เนื้อตุ๋น ไส้ ตับ และขอบกระด้ง รสชาติถูกปากมากค่ะ น้ำซุปหอมเครื่องเทศซดคล่องคอไม่เค็มเกินไป เครื่องในทำมาอย่างดี สะอาดน่ากิน ต้มไม่เปื่อยมากถูกใจคนชอบรสสัมผัสแบบเคี้ยวหนึบๆ ส่วนตัวแล้วฉันชอบเปื่อยกว่านี้อีกนิดนึง

ภารกิจของคาวเรียบร้อย พวกเราก็กลับไปรวมพลที่ลานบริเวณศาลเจ้าเสด็จเตี่ยอีกครั้ง เพราะช่วงบ่ายทาง Trawell Thailand จะพาไปเรียนรู้เทคนิคการทำขนมไทยจากสองร้านดังในตลาดนางเลิ้ง แต่พอมาถึงจุดรวมพลปุ๊บ เขาก็มีของว่างโบราณอย่าง ‘ขนมถั่วแปบไส้กุ้งสด’ จากร้านขนมไทยแม่สมจิตต์มายั่วน้ำลายก่อนค่ะ 



ในภาพนี้ยังไม่สมบูรณ์นะคะ ต้องมีการหยอดกะทิข้นๆ เพิ่มความอร่อยก่อน ทุกวันนี้ถั่วแปบกุ้งถือว่าเป็นเมนูหากินยากและมีขายอยู่ไม่กี่ที่ ฉันเองก็เพิ่งเคยลิ้มลองเป็นครั้งแรก ตัวแป้งข้าวเหนียวจะนุ่มหนึบ ส่วนไส้ทำจากมะพร้าวขูดผสมกุ้งสดหั่นชิ้นเล็กๆ ออกรสเค็มหวานกลมกล่อม คล้ายไส้ของข้าวเหนียวมูลหน้ากุ้ง อร่อยดีค่ะเหมาะจะกินเป็นของว่างยามบ่ายจับคู่กับชาหรือน้ำสมุนไพร



เมนูต่อไปคือ ‘ขนมถ้วยตะไล’ ร้านมณฑาค่ะ คราวนี้ไม่ใช่แค่ชิมอย่างเดียว แต่ได้ชมการสาธิตหยอดน้ำกะทิลงบนขนม ด้วยกะลามะพร้าวเจาะรู ซึ่งเป็นวิธีแบบโบราณที่ไม่ค่อยมีใครทำกันแล้ว พี่นกเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นทายาทรุ่นที่ 3 เรียนทำขนมมาจากคุณยายและคุณแม่ สูตรขนมจึงเป็นสูตรโบราณดั้งเดิม ตัวชั้นล่างจะไม่ใส่ใบเตยแบบร้านทั่วไป เพราะต้องการเน้นความหวานหอมของน้ำตาลปี๊บ ผสมผสานไปกับรสเค็มๆ มันๆ ของกะทิด้านบน ซึ่งพี่นกจะใช้กะทิคั้นสดเองกับมือเท่านั้น นอกจากขนมถ้วยหน้ากะทิที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ แล้ว ร้านมณฑายังมีขนมถ้วยหน้าสังขยาด้วย แต่วันนี้เขาไม่ได้ทำเลยอดชิม



ปกติถ้ากินขนมถ้วยตามร้านทั่วไป หรือในร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เราก็มักจะได้กินขนมถ้วยที่ทำทิ้งไว้พักใหญ่ ครั้งนี้โชคดีได้กินขนมสด ใหม่ ยกลงจากเตา ทิ้งไว้ให้เย็นแป๊บนึง แล้วกินเลย อร่อยมาก! ผิวสัมผัสนุ่มละมุนละไม แทบจะละลายบนลิ้น เป็นอีกร้านหนึ่งที่ฉันปักหมุดไว้แล้วว่า ถ้ามีโอกาสมาแถวนางเลิ้งอีกเมื่อไหร่ ต้องไม่พลาดสอยกลับบ้านไปฝากอาม่าแน่นอน พี่นกขายอยู่ถ้วยละ 3 บาทค่ะ ใครผ่านไปแถวนั้นแวะไปอุดหนุนได้



ร้านสุดท้ายของวันนี้คือ ‘สาคูไส้หมู’ และ ‘ข้าวเกรียบปากหม้อ’ ร้านแม่สอิ้ง เจ้าเก่าดั้งเดิม จากสูตรที่สืบทอดกันมากว่า 60 ปี ปัจจุบันแม่สอิ้งเสียชีวิตไปแล้ว พี่สุขใจหลานสาวเป็นคนรับช่วงกิจการแทน 



เอกลักษณ์ของตำรับแม่สอิ้งคือเขาจะทำลูกเล็กกว่าร้านทั่วไป แป้งบางใสแจ๋วจนมองทะลุเห็นไส้ด้านในชัดเจน และมีสามไส้ ได้แก่ หมู ปลา กุ้ง ฉันได้ลองทำข้าวเกรียบปากหม้อ (เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมในทริปนี้) และชิมไส้หมูกับไส้ปลา รสชาติเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องเทศดีทีเดียว ยังไม่หมดเท่านี้ ร้านแม่สอิ้งยังมีข้าวตังหน้าตั้งและข้าวตังเมี่ยงลาวชุดละ 40 บาทขายด้วย


นอกจากรสชาติของอาหารที่ถูกปากแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันติดใจตลาดนางเลิ้งเป็นพิเศษก็คือ อัธยาศัยของพ่อค้าแม่ค้าหลายๆ ร้านที่เป็นมิตรเอามากๆ ทำเอาพวกเราทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ ถ้าไม่ติดว่าบ้านอยู่ไกลถึงดอนเมือง ฉันคงฝากตัวเป็นลูกค้าประจำของที่นี่แน่นอน 

สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Instagram