แบกเป้บุกเดี่ยวอินโด ตอนที่ 15 : ชิลล์ๆ ชิคๆ ที่บาหลี ขี่จักรยานเที่ยวอูบุด

ถ้าใครเคยดู Eat Pray Love หนังที่จูเลีย โรเบิร์ตเล่น คงพอจำฉากที่นางเอกขี่จักรยาน ผมปลิว หน้าระรื่น ลัดเลาะไปตามทุ่งนา ป่าเขา และซอกซอยเก๋ๆ ของอูบุดได้ นั่นแหะค่ะท่านผู้ชม...ด้วยความกระเหี้ยนกระหือรืออยากได้ภาพแบบนั้นมาอัพลงเฟซบุ๊ก เลยต้ดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต! ด้วยการเช่าจักรยาน

พอเราได้ขึ้นคร่อมอยู่บนหลังอานอย่างเต็มตัว ก็ได้พบว่าถนนหนทางในอูบุดมันเป็นทางขึ้นๆ ลงๆ ไต่ไปตามเขา แล้วรถราก็เยอะมากถึงมากที่สุด ทางทั้งแคบและขรุขระ เป็นหลุ่มเป็นบ่อ แถมฟุตปาทยังซ่อมท่อแทบจะทุกๆ 100-200 เมตร 

สภาพฉันจึงดูน่าอนาถมาก เป็นชะนีเอเชียหน้ามันย่อง เหงื่อโทรมกาย เหมือนมาขายแรงงานแลกเงินมากกว่ามาท่องเที่ยว ซ้ำร้ายยังสะพายเป้ใบใหญ่ใส่กล้องสองตัว บางช่วงที่ปั่นขึ้นเนินไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเดินเข็นเอา เข็นไปก็ด่าตัวเองไป อีบ้า! อีเสียสติ ไม่เจียมกะลาหัว ไม่ดูสังขารตัวเองเล้ยยย ข้อเข่าพังแน่มึง นี่มาเที่ยวหรือมาแข่งไตรกีฬา เราต้องสู้ชีวิตขนาดนี้เลยเหรอ แต่อันที่จริงพอมองไปรอบตัว ฝรั่งหลายคนก็แลดูปั่นกันชิลล์ๆ นะ เราอาจจะห่วยเอง 

ความสติแตกอีกอย่างหนึ่งคือ รถที่นี่บีบแตรกันถี่มาก และด้วยความที่ฉันแทบจะเป็นจักรยานคันเดียวบนถนน ทุกคนจึงดูห่วงใยมาก บีบปี๊นๆๆๆ ไล่กันอยู่นั่นแหละ! นี่ก็กลัวตายค่า อยากหลบรถสุดๆ แต่ถนนแคบเหลือเกิน ถอยจนไม่มีที่จะให้ถอยแล้วค่า จากที่วางแผนไว้ว่าลองขี่จักรยานเที่ยวดูก่อน ถ้าเก็บที่ๆ อยากไปได้ครบก็จะไม่ซื้อ One Day Tour ผลลัพธ์คือเล็งไว้ว่าจะไปเที่ยวประมาณเจ็ดที่ ใช้เวลาหมดวันไปได้แค่สามที่จ้า 

จุดหมายแรกของวันนี้คือ วัดกัวกาจาห์ หรือ ถ้ำช้าง (Pura Goa Gajah) มรดกโลกที่อยู่ห่างจากใจกลางเมืองอูบุดประมาณห้ากิโลเมตร แต่ฉันปั่นไปผิดทิศจึงหลงเข้าป่าพงดงดอยอยู่พักใหญ่ ระหว่างหลงฉันเจอสิ่งปลูกสร้างบางอย่างที่มีท่อพลาสติกต่อให้น้ำประปาภูเขาไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ด้วยความสงสัยจึงชะโงกเข้าไปดูด้านใน ก็พบว่ามีกระทงดอกไม้เล็กๆ วางอยู่บนขอบปูน มีการจุดธูปบูชา และทิ้งเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ไว้ด้วย 



ระหว่างที่กำลังพยายามเดาว่าเขาสร้างไว้ทำอะไร ก็มีคุณพ่อขี่มอเตอร์ไซค์พาหนุ่มน้อยสองคนมาจอดใกล้ๆ มาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเอง ถอดๆๆ เสื้อผ้า แล้วเข้าไปอาบน้ำทันที ฉันจึงถึงบางอ้อว่าเขาเอาไว้อาบน้ำนั่นเอง แต่อาจมีความเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์กระมัง ถึงได้มีการสักการะบูชาด้วย 

เวลาผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดฉันก็หลงจนมาถึงวัดกัวกาจาห์ (Goa Gajah) จนได้ ภายในวัดแห่งนี้มีถ้ำหินเป็นจุดเช็กอินสำคัญที่ใครๆ มาถึงก็ต้องถ่ายรูป เพราะปากถ้ำเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ แกะสลักไว้อย่างสวยงาม แลดูคล้ายใบหน้าของยักษ์ที่กำลังอ้าปากกว้าง เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไปเยี่ยมชม เมื่อเข้าไปด้านในจะพบกับรูปปั้นพระพิฆเนศและรูปปั้นศิวลึงค์ 3 แท่ง แทนองค์พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม ภายในถ้ำไม่กว้างนัก เดินไม่กี่นาทีก็ชมได้ทั่ว และยังคงมีชาวบาหลีเดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง



วัดกัวกาจาห์ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวดัตช์ เมื่อปี ค.ศ. 1923 หลักฐานทางโบราณคดีระบุว่าสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 และมีความเป็นไปได้ว่าจะสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง Kunjarakunjapada ในเมืองไมซอร์ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่าถ้ำช้าง เพราะ Kunjarakunjapada มีความหมายว่า Kunjara  (ในภาษาสันสกฤตแปลว่า ช้าง) + dormitory 



นอกจากถ้ำซึ่งเป็นไฮไลท์แล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจก็คือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณใกล้ๆ กัน บริเวณสระประดับตกแต่งด้วยรูปปั้นสตรี 6 นาง คนพื้นเมืองเชื่อกันว่าหากได้มาดื่มหรืออาบน้ำที่นี่ จะช่วยให้มีลูกสมความปราถนา ระหว่างที่เดินเล่นริมขอบสระฉันจึงเดินตัวเกร็งระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยังไม่อยากมีลูกในเวลาอันใกล้นี้ ขอแม่เที่ยวอีกสัก 3-4 ปีแล้วหนูค่อยมาเกิดนะลูกจ๋า

ไม่ไกลจากวัดกัวกาจาห์ เป็นที่ตั้งของภาพจำหลักเยห์ปุลูห์ (Yeh Puluh) ภาพแกะสลักบนกำแพงหินความยาว 25 เมตร บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวบาหลีในสมัยโบราณ เยห์ปุลุห์เป็นจุดท่องเที่ยวที่เงียบสงบมาก เพราะทัวร์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพานักเที่ยวมา เนื่องจากต้องเดินจากปากทางเข้าไกลพอสมควร แล้วพอไปถึงก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก มีแค่กำแพงหินอย่างเดียวจริงๆ แต่ฉันชอบนะตอนเดินเข้าไปแล้วมีเราเป็นนักท่องเที่ยวอยู่คนเดียวให้ความรู้สึกเงียบสงบลึกลับดี 

ทางเดินจากปากทางเข้า มีร้านขายของที่ระลึกหนึ่งร้าน

ภาพจำหลักเยห์ปุลู

ฉันเดินกดชัตเตอร์ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ แล้วก็สังเกตเห็นว่ามีกระทงดอกไม้วางอยู่หลายชิ้น บางอันธูปยังไหม้ไปไม่ถึงครึ่ง แสดงว่าเพิ่งมีคนมาบูชาไปแน่ๆ ระหว่างที่กำลังอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ก็มีมือเหี่ยวๆ คล้ำๆ มาแตะที่ไหล่ ฉันสะดุ้งเฮือกสุดตัว! หันไปก็เจอกับคุณยายนุ่งขาวห่มขาวทั้งตัว นี่ยายเป็นคนใช่ไหมคะ! ยายไม่ได้ออกมาจากภาพจำหลักเยห์ปุลุเนอะ ยายส่งยิ้มให้ฉันอย่างเป็นมิตรแล้วก็...ขอตังค์ตามสูตร โอเค ขอตังค์แบบนี้คนแน่นอนจ้า สบายใจได้ พอได้เงินเรียบร้อยยายก็เอาสัมภาระเทินขึ้นหัวและเดินจากไปอย่างเงียบๆ



หลังจากเที่ยวมั่วๆ จบไปสองที่ ฉันก็พยายามปั่นไปวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ (Pura Tirtha Empul Tampaksiring) เพื่อให้คุ้มที่อุตส่าห์เสียเงินเช่าจักรยานมาแล้ว ซึ่งดูจากในแผนที่เหมือนจะอยู่ไม่ไกลมาก แต่พอถามทางคนท้องถิ่นไปเรื่อยๆ ก็พบว่าทางค่อนข้างไกลและอันตรายมาก เพราะเป็นถนนที่ตัดลัดเลาะไปตามภูเขาให้รถยนต์วิ่ง ทางชัน คดเคี้ยว แทบไม่มีไหล่ทางให้จักรยานเบียดตัวเข้าไปหลบรถได้ และรถนอกเมืองก็ขับกันเร็วมาก โดยเฉพาะรถของบริษัททัวร์ที่ต้องรีบทำเวลา จบค่ะ เรากลับเข้าเมืองกันดีกว่าถ้ายังไม่อยากตาย

ระหว่างทางกลับเข้าตัวเมือง ฉันผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะอากุงไร (Agung Rai Museum of Art) เลยโฉบเข้าไปดูสักหน่อย ที่นี่ก่อตั้งโดยคุณอากุง ไร ผู้อุทิศตนให้กับการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปวัฒธรรมบาหลี นอกจากจัดแสดงงานศิลปะที่น่าสนใจแล้ว เขายังทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงละคร เต้นรำ ดนตรี คอร์สสอนศิลปะ เวิร์กชอป และการสัมมนาฝึกอบรมต่างๆ ถือว่าเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ค่ะสำหรับคนที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒธรรมของบาหลี 

พิพิธภัณฑ์ศิลปะอากุงไร มีแต่ภาพทางเข้านะคะ ด้านในไม่ให้ถ่ายรูป

พอกลับถึงใจกลางเมืองปุ๊บรีบกำเงินไปซื้อทัวร์สำหรับวันพรุ่งนี้ทันที หลังจากซื้อทัวร์เรียบร้อย ก็ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อยก่อนถึงกำหนดคืนจักรยาน ฉันจึงว่าจะปั่นไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ทุ่งนาสักหน่อย แต่ปั่นไปไม่ถึงเพราะมันไกลกว่าที่คิด (เมืองไทยก็มีนาเยอะแยะ เดี๋ยวกลับไปดูที่บ้านเราเนอะ) บังเอิญผ่านวัดและเจอบาหลีนีสกลุ่มใหญ่ กำลังทำพิธีที่วัดตอนเย็น เลยเข้าไปเก็บภาพในวัดแทน แต่ต้องขออนุญาตเขาก่อนนะคะ





กลับมาถึงโฮสเทลรีบอาบน้ำเตรียมเข้านอน แต่เจ็บขาหนีบมากจนนอนไม่หลับ เลยลุกมานวดขาด้วยเคาน์เตอร์เพน เอ้า! ดันซื้อแบบร้อนมาซะงั้น ตำแหน่งที่ปวดก็ช่างใกล้เวอร์จิน่าเหลือเกิน ไอร้อนแผ่ซ่านไปทั่วเลยทีเดียว นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย เลยออกมากินไอติมปลอบใจตัวเอง ฮ้า...หมดไปอีกหนึ่งวันแสนสนุกและได้ข้อสรุปแล้วว่าพอกันทีกับจักรยาน!


ช่วงนี้ชี้แนะ


  • ค่าเช่าจักรยาน 25,000 Rp. เช่าได้ทั้งวันไม่จำกัดเวลา แต่ต้องคืนภายใน 18.00 น.
  • ค่าเข้าเยห์ปุลูห์ (Yeh Puluh) 15,000 Rp. 
  • ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะอากุงไร 60,000 Rp.

สุธาสินี เลิศวัชระสารกุล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Instagram